บทความทั้งหมด
บริหารต้นทุน

วิธีคำนวณต้นทุนอาหาร (Food Cost %) ให้ตั้งราคาแล้วมีกำไรจริง

วิธีคำนวณต้นทุนอาหาร (Food Cost %) ให้ตั้งราคาแล้วมีกำไรจริง

หลายร้านขายดี คนแน่นทุกวัน แต่สิ้นเดือนกลับเหลือเงินน้อยกว่าที่คิด สาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยคือไม่รู้ต้นทุนอาหารที่แท้จริงของแต่ละเมนู ตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้คือ Food Cost % หรือสัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบเทียบกับราคาขาย บทความนี้จะพาคำนวณตั้งแต่ระดับจานไปจนถึงระดับร้าน

Food Cost % คืออะไร

Food Cost % คือเปอร์เซ็นต์ของราคาขายที่เป็นค่าวัตถุดิบ สูตรพื้นฐานคือ

Food Cost % = (ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน ÷ ราคาขาย) × 100

ถ้าข้าวกะเพราหมูสับขายจานละ 60 บาท ใช้วัตถุดิบรวม 21 บาท Food Cost จะเท่ากับ 35% หมายความว่าเงิน 60 บาทที่ได้ มี 21 บาทเป็นค่าของ ส่วนที่เหลือต้องนำไปจ่ายค่าแรง ค่าเช่า ค่าน้ำไฟ และเป็นกำไร

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ถูกต้องสำหรับทุกร้าน ร้านแต่ละประเภทมีโครงสร้างต้นทุนต่างกัน สิ่งสำคัญคือรู้ตัวเลขของร้านตัวเอง และติดตามว่ามันเปลี่ยนไปอย่างไร

ขั้นตอนคิดต้นทุนต่อจาน

  1. เขียนสูตรมาตรฐาน ระบุวัตถุดิบทุกอย่างและปริมาณต่อจาน รวมถึงเครื่องปรุงและบรรจุภัณฑ์ถ้าเป็นเมนูกลับบ้าน
  2. หาราคาต่อหน่วย เช่น หมูสับซื้อกิโลกรัมละ 140 บาท เท่ากับกรัมละ 0.14 บาท
  3. คูณปริมาณกับราคาต่อหน่วย แล้วรวมทุกรายการ
  4. เผื่อส่วนสูญเสีย เช่น ผักที่ต้องตัดทิ้ง เนื้อที่ต้องแต่ง

ตัวอย่าง: ข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาว (ตัวเลขสมมติ)

วัตถุดิบปริมาณราคาต่อหน่วยต้นทุน (บาท)
หมูสับ100 กรัม0.14 บาท/กรัม14.00
ข้าวสวย1 ทัพพีใหญ่-3.00
ไข่ไก่1 ฟอง4 บาท/ฟอง4.00
ใบกะเพรา พริก กระเทียมชุด-2.50
น้ำมันและเครื่องปรุงชุด-2.00
รวม25.50

ถ้าขาย 65 บาท Food Cost = 25.50 ÷ 65 × 100 ≈ 39%

ตั้งราคาจาก Food Cost เป้าหมาย

ถ้าร้านตั้งเป้า Food Cost ไว้ที่ระดับหนึ่ง เช่น 35% ก็สามารถย้อนหาราคาขายได้

ราคาขาย = ต้นทุนต่อจาน ÷ Food Cost เป้าหมาย

จากตัวอย่าง 25.50 ÷ 0.35 ≈ 73 บาท ซึ่งอาจสูงกว่าที่ลูกค้าในย่านนั้นยอมจ่าย ทางเลือกคือ

  • ปรับสูตรเล็กน้อย เช่น ลดปริมาณแต่คงรสชาติ
  • เปลี่ยนแหล่งซื้อวัตถุดิบ
  • ยอมให้เมนูนี้กำไรต่ำ แต่ชดเชยด้วยเมนูอื่นหรือเครื่องดื่ม
  • เสนอเป็นเมนูพิเศษราคาสูงขึ้น เช่น เพิ่มไข่เจียวหรือหมูกรอบ

ปัญหาใหญ่: ราคาวัตถุดิบไม่นิ่ง

ราคาหมู ไข่ และผักเปลี่ยนตลอด ถ้าคำนวณต้นทุนครั้งเดียวตอนเปิดร้านแล้วไม่เคยดูอีก ตัวเลขจะคลาดเคลื่อนไปเรื่อย ๆ วิธีที่ช่วยได้คือ

  • บันทึกราคาซื้อทุกครั้งที่รับของเข้า
  • ใช้ ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือเฉลี่ยราคาตามปริมาณที่ซื้อแต่ละล็อต แทนการใช้ราคาล่าสุดอย่างเดียว
  • ทบทวนเมนูที่ Food Cost สูงผิดปกติทุกเดือน

ตัวอย่าง: มีหมูสับเหลือ 5 กก. ต้นทุน 140 บาท/กก. แล้วซื้อเพิ่ม 5 กก. ที่ 160 บาท/กก. ต้นทุนเฉลี่ยจะเป็น (700 + 800) ÷ 10 = 150 บาท/กก.

ให้ระบบช่วยติดตามต้นทุน

การทำทั้งหมดนี้ด้วยสมุดหรือสเปรดชีตทำได้ แต่ใช้เวลามาก ใน F00d สามารถผูกสูตรวัตถุดิบกับแต่ละเมนูในระบบสต็อก เมื่อรับของเข้า ระบบคำนวณต้นทุนวัตถุดิบแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักให้ และเมื่อขายเมนูใด ระบบจะบันทึกต้นทุนอาหาร ณ เวลาที่ขาย ทำให้รายงานกำไรสะท้อนต้นทุนจริงของวันนั้น แม้ราคาวัตถุดิบจะเปลี่ยนในภายหลัง

สรุป

Food Cost % เป็นตัวเลขพื้นฐานที่ทุกร้านควรรู้ เริ่มจากเขียนสูตรมาตรฐาน คิดต้นทุนต่อจาน ตั้งราคาให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และที่สำคัญคือติดตามต่อเนื่องเมื่อราคาวัตถุดิบเปลี่ยน ร้านที่รู้ต้นทุนของตัวเองจะตัดสินใจเรื่องราคาและโปรโมชันได้อย่างมั่นใจกว่า

ถ้ามีประโยชน์ แชร์ให้เพื่อนเจ้าของร้าน

LINEFacebookX

บทความที่เกี่ยวข้อง

บริหารต้นทุน

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี: ค่าใช้จ่ายเล็กๆ ที่กินกำไรเงียบๆ

กล่อง ถุง ช้อน ซอส และสติกเกอร์ดูเป็นเงินไม่กี่บาท แต่รวมกันทั้งเดือนอาจเป็นหลักหมื่น บทความนี้ชวนคิดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่อออร์เดอร์ และวิธีลดโดยไม่ลดคุณภาพ

บริหารต้นทุน

คุมต้นทุนกล่อง ถุง และช้อนส้อมของเดลิเวอรี ให้ไม่กินกำไร

บรรจุภัณฑ์เป็นต้นทุนที่หลายร้านลืมคิดในราคาขาย บทความนี้พาคิดต้นทุนต่อออเดอร์จริง วิธีลดของสิ้นเปลือง และการตั้งราคาเมนูเดลิเวอรีให้เหลือกำไร

บริหารต้นทุน

วัตถุดิบขึ้นราคา: 7 วิธีรับมือโดยไม่ต้องขึ้นราคาอาหารทันที

เมื่อหมู ผัก หรือน้ำมันพืชขึ้นราคา ร้านอาหารไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาเมนูทันทีเสมอไป บทความนี้รวมวิธีปรับสูตร ปรับการซื้อ และวิธีขึ้นราคาอย่างนุ่มนวลเมื่อจำเป็น