คุมต้นทุนกล่อง ถุง และช้อนส้อมของเดลิเวอรี ให้ไม่กินกำไร

เจ้าของร้านส่วนใหญ่คิดต้นทุนอาหารละเอียดมาก ชั่งเนื้อเป็นกรัม ตวงน้ำมันเป็นช้อน แต่พอถึงกล่อง ถุง ช้อนพลาสติก ซองน้ำจิ้ม และสติกเกอร์ปิดปากถุง มักคิดรวม ๆ ว่า "ไม่กี่บาท" ทั้งที่เมื่อรวมกันแล้วบรรจุภัณฑ์ของออเดอร์เดลิเวอรีหนึ่งออเดอร์อาจสูงกว่าที่คิดหลายเท่า และเมื่อขายวันละร้อยออเดอร์ ตัวเลขนี้กลายเป็นก้อนใหญ่ที่กินกำไรเงียบ ๆ
คิดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่อออเดอร์ให้เห็นจริง
วิธีที่ตรงที่สุดคือหยิบออเดอร์ที่ขายบ่อยที่สุดมาแกะดูว่าใช้อะไรบ้าง แล้วใส่ราคาต่อชิ้นจากบิลซื้อครั้งล่าสุด
| รายการ | จำนวน | ราคาต่อชิ้น | รวม |
|---|---|---|---|
| กล่องข้าวพร้อมฝา | 1 | 3.20 | 3.20 |
| ถ้วยน้ำแกงเล็ก | 1 | 1.80 | 1.80 |
| ซองน้ำจิ้ม | 2 | 0.45 | 0.90 |
| ช้อน–ส้อมพลาสติกในซอง | 1 ชุด | 1.10 | 1.10 |
| ถุงหูหิ้วและสติกเกอร์ | 1 | 1.60 | 1.60 |
| รวมต่อออเดอร์ | 8.60 |
ถ้าเมนูนี้ขาย 75 บาท ต้นทุนอาหาร 26 บาท เมื่อบวกบรรจุภัณฑ์ 8.60 บาท ต้นทุนรวมกลายเป็น 34.60 บาท หรือประมาณ 46% ของราคาขาย ยังไม่นับค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์มที่หักอีกส่วน นี่คือเหตุผลที่หลายร้านขายเดลิเวอรีดีแต่ไม่เหลือเงิน
จุดรั่วที่พบบ่อยที่สุด
- ใส่ช้อนส้อมทุกออเดอร์ ทั้งที่ลูกค้าส่วนใหญ่กินที่บ้านและมีช้อนอยู่แล้ว
- กล่องใหญ่เกินอาหาร เพราะซื้อขนาดเดียวไว้ใช้กับทุกเมนู
- ซองน้ำจิ้มแจกเกินจำเป็น ให้สามซองเพราะกลัวลูกค้าบ่น
- ซ้อนถุงสองชั้น เพราะไม่มั่นใจคุณภาพถุง
- ของเสียจากการใส่ผิด ต้องเปลี่ยนกล่องใหม่เมื่ออาหารหก
- ซื้อปลีกจากร้านใกล้บ้าน ในวันที่ของหมดกลางสัปดาห์
วิธีลดต้นทุนโดยไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านขี้เหนียว
- เลือกขนาดให้ตรงเมนู แยกกล่องเป็นสองหรือสามขนาด เมนูข้าวราดแกงใช้กล่องเล็ก เมนูรวมมิตรใช้กล่องกลาง การจ่ายค่ากล่องแพงขึ้นเล็กน้อยแต่ใช้ขนาดพอดี ถูกกว่าใช้กล่องใหญ่ทุกออเดอร์
- ให้ลูกค้าเลือกช้อนส้อม ใส่เป็นตัวเลือกในหน้าสั่งอาหารว่ารับช้อนส้อมหรือไม่ นอกจากลดต้นทุนยังได้ภาพลักษณ์เรื่องลดขยะ
- กำหนดมาตรฐานจำนวนซอง เขียนติดไว้ที่จุดแพ็กว่าเมนูใดได้กี่ซอง ไม่ปล่อยให้แต่ละคนใส่ตามใจ
- สั่งเป็นรอบและสั่งจำนวนที่คุ้ม เทียบราคาต่อชิ้นเมื่อซื้อยกลังกับซื้อปลีก แต่อย่าสั่งมากจนไม่มีที่เก็บหรือค้างเป็นเดือน
- ทดสอบถุงก่อนเปลี่ยนซัพพลายเออร์ ถุงถูกกว่าแต่ขาดบ่อยทำให้เสียทั้งอาหารและลูกค้า
- นับบรรจุภัณฑ์เหมือนวัตถุดิบ ให้มีในรายการสต็อก มีจุดเตือนเมื่อใกล้หมด
ตั้งราคาเมนูเดลิเวอรีให้ครอบคลุมต้นทุนจริง
หลายร้านตั้งราคาในแอปเท่าหน้าร้าน แล้วขาดทุนโดยไม่รู้ตัว การคิดราคาควรเริ่มจากต้นทุนอาหาร บวกบรรจุภัณฑ์ บวกค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มหัก แล้วจึงใส่กำไรที่ต้องการ
ถ้าต้นทุนอาหารกับกล่องรวมเป็น 34.60 บาท และแพลตฟอร์มหัก 30% ของราคาขาย การขาย 75 บาทจะเหลือเข้าร้านประมาณ 52.50 บาท กำไรก่อนค่าแรงและค่าเช่าจึงเหลือราว 17.90 บาท ถ้าอยากให้เหลือมากขึ้น ทางเลือกคือปรับราคาเฉพาะช่องทางเดลิเวอรี ลดต้นทุนกล่อง หรือดันให้ลูกค้าสั่งผ่านช่องทางของร้านเอง
ใช้ระบบช่วยตามตัวเลขนี้
ใน F00d บรรจุภัณฑ์สามารถใส่เป็นวัตถุดิบในระบบสต็อกและผูกกับสูตรของเมนูได้ เมื่อขายออกไปจะตัดสต็อกอัตโนมัติทั้งอาหารและกล่อง มีการแจ้งเตือนเมื่อของใกล้หมด ส่วนงานเดลิเวอรีมีหน้าจอสำหรับคนส่ง และรับออเดอร์ออนไลน์แบบจ่ายก่อนพร้อมแนบสลิปได้ เมื่อดูรายงานกำไรต่อเมนู ตัวเลขที่เห็นจึงรวมต้นทุนกล่องไปแล้ว ไม่ใช่กำไรที่สวยเกินจริง
สรุป
บรรจุภัณฑ์ไม่ใช่ของแถม แต่เป็นต้นทุนที่ต้องอยู่ในราคาขาย เริ่มจากแกะออเดอร์จริงมาคิดต้นทุนต่อออเดอร์ อุดจุดรั่วอย่างช้อนส้อมและซองน้ำจิ้มที่แจกเกิน เลือกขนาดกล่องให้พอดีกับเมนู นับบรรจุภัณฑ์ในสต็อก แล้วตั้งราคาช่องทางเดลิเวอรีโดยรวมค่าคอมมิชชันไว้ด้วย ไม่กี่บาทต่อออเดอร์ที่ประหยัดได้ คือหลายหมื่นบาทต่อปี


