บทความทั้งหมด
บริหารต้นทุน

จัดการสต็อกวัตถุดิบร้านอาหารอย่างไรไม่ให้ของเสียและของขาด

จัดการสต็อกวัตถุดิบร้านอาหารอย่างไรไม่ให้ของเสียและของขาด

วัตถุดิบในตู้เย็นคือเงินสดที่มีวันหมดอายุ ถ้าซื้อมากเกินไปก็เน่าเสีย ถ้าซื้อน้อยเกินไปก็ขายไม่ได้และลูกค้าผิดหวัง การจัดการสต็อกที่ดีจึงเป็นเรื่องของการหาจุดสมดุล บทความนี้รวบรวมวิธีปฏิบัติที่ร้านขนาดเล็กถึงกลางทำได้จริง

ของเสียมาจากไหน

ก่อนแก้ ต้องรู้ก่อนว่าของเสียเกิดจากอะไร สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่

  • ซื้อตามความรู้สึก ไม่ได้ดูยอดขายจริง
  • จัดเก็บผิดวิธี เช่น อุณหภูมิไม่เหมาะ ภาชนะไม่ปิด
  • ใช้ของใหม่ก่อนของเก่า
  • เตรียมของล่วงหน้ามากเกินไป เช่น หั่นผักไว้ทั้งวัน
  • ตักเกินสูตร ทำให้ของหมดเร็วกว่าที่ควรและคุมต้นทุนไม่ได้

ลองทำ "สมุดของเสีย" สัก 2 สัปดาห์ จดทุกครั้งที่ทิ้งวัตถุดิบ ว่าอะไร เท่าไร เพราะอะไร แล้วคุณจะเห็นรูปแบบที่แก้ได้

หลักการพื้นฐานที่ใช้ได้ทุกร้าน

1. FIFO – เข้าก่อน ออกก่อน ของที่รับเข้ามาก่อนต้องถูกใช้ก่อน วางของใหม่ไว้ด้านหลัง ของเก่าไว้ด้านหน้า และติดป้ายวันที่รับเข้าหรือวันที่เตรียม

2. แยกพื้นที่จัดเก็บชัดเจน แยกเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผัก และของแห้ง ป้องกันการปนเปื้อน และช่วยให้นับสต็อกได้เร็ว

3. กำหนดสูตรมาตรฐาน ถ้าทุกจานใช้วัตถุดิบเท่ากัน คุณจะคาดการณ์การใช้ได้แม่นยำ ใช้ทัพพี ช้อนตวง หรือเครื่องชั่งช่วย

4. นับสต็อกเป็นรอบ วัตถุดิบราคาสูงหรือเสียเร็วควรนับทุกวัน ของแห้งนับรายสัปดาห์ก็เพียงพอ

ตั้งจุดสั่งซื้อ (Reorder Point)

จุดสั่งซื้อคือระดับสต็อกที่เมื่อถึงแล้วต้องสั่งของเพิ่ม คิดง่าย ๆ จาก

จุดสั่งซื้อ = ปริมาณที่ใช้ต่อวัน × จำนวนวันที่ซัพพลายเออร์ใช้ส่งของ + สต็อกสำรอง

ตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติ): ร้านใช้หมูสามชั้นวันละ 8 กก. ซัพพลายเออร์ส่งภายใน 2 วัน และอยากสำรองไว้ 1 วัน

รายการค่า
ใช้ต่อวัน8 กก.
ระยะเวลาส่งของ2 วัน
สต็อกสำรอง8 กก.
จุดสั่งซื้อ8 × 2 + 8 = 24 กก.

เมื่อหมูสามชั้นเหลือ 24 กก. ก็ถึงเวลาสั่ง ตัวเลขนี้ควรปรับตามฤดูกาลและวันหยุด

ผูกสูตรกับเมนู ให้สต็อกตัดอัตโนมัติ

การนับด้วยมือบอกได้ว่าเหลือเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่า "ควร" เหลือเท่าไร ถ้าผูกสูตรวัตถุดิบเข้ากับแต่ละเมนู ทุกครั้งที่ขาย ระบบจะตัดสต็อกตามสูตรให้ เมื่อนำมาเทียบกับยอดที่นับได้จริง ส่วนต่างจะบอกคุณว่ามีการสูญเสียหรือตักเกินสูตรมากแค่ไหน

ใน F00d ระบบสต็อกรองรับการผูกสูตรกับเมนู รับของเข้าพร้อมบันทึกราคาเพื่อคำนวณต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก และตั้งค่าให้ บล็อกการขายเมื่อวัตถุดิบหมด ได้ ลูกค้าที่สั่งผ่าน QR จะไม่สั่งเมนูที่ครัวทำไม่ได้แล้ว ซึ่งช่วยลดปัญหาต้องเดินไปบอกลูกค้าว่าของหมด

ขั้นตอนประจำวันที่แนะนำ

  1. เช้า ตรวจรับของ เช็กคุณภาพ น้ำหนัก และบันทึกเข้าระบบ
  2. ก่อนเปิดร้าน เตรียมของตามยอดขายที่คาดการณ์ ไม่ใช่เตรียมเต็มที่ทุกวัน
  3. ระหว่างวัน ปิดเมนูที่วัตถุดิบหมด แจ้งหน้าร้านทันที
  4. ปิดร้าน นับวัตถุดิบสำคัญ จดของเสีย และวางแผนสั่งซื้อวันถัดไป

สรุป

การจัดการสต็อกที่ดีเริ่มจากการรู้ว่าของเสียมาจากไหน ใช้หลัก FIFO จัดเก็บเป็นระเบียบ ใช้สูตรมาตรฐาน และตั้งจุดสั่งซื้อจากข้อมูลจริง เมื่อมีระบบที่ผูกสูตรกับเมนู คุณจะเห็นทั้งต้นทุนและการสูญเสียชัดเจนขึ้น และลดเงินที่หายไปกับถังขยะได้ทุกวัน

ถ้ามีประโยชน์ แชร์ให้เพื่อนเจ้าของร้าน

LINEFacebookX

บทความที่เกี่ยวข้อง

บริหารต้นทุน

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ซื้อกลับบ้านและเดลิเวอรี: ค่าใช้จ่ายเล็กๆ ที่กินกำไรเงียบๆ

กล่อง ถุง ช้อน ซอส และสติกเกอร์ดูเป็นเงินไม่กี่บาท แต่รวมกันทั้งเดือนอาจเป็นหลักหมื่น บทความนี้ชวนคิดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่อออร์เดอร์ และวิธีลดโดยไม่ลดคุณภาพ

บริหารต้นทุน

คุมต้นทุนกล่อง ถุง และช้อนส้อมของเดลิเวอรี ให้ไม่กินกำไร

บรรจุภัณฑ์เป็นต้นทุนที่หลายร้านลืมคิดในราคาขาย บทความนี้พาคิดต้นทุนต่อออเดอร์จริง วิธีลดของสิ้นเปลือง และการตั้งราคาเมนูเดลิเวอรีให้เหลือกำไร

บริหารต้นทุน

วัตถุดิบขึ้นราคา: 7 วิธีรับมือโดยไม่ต้องขึ้นราคาอาหารทันที

เมื่อหมู ผัก หรือน้ำมันพืชขึ้นราคา ร้านอาหารไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาเมนูทันทีเสมอไป บทความนี้รวมวิธีปรับสูตร ปรับการซื้อ และวิธีขึ้นราคาอย่างนุ่มนวลเมื่อจำเป็น