บทความทั้งหมด
การเงินและบัญชี

แยกเงินร้านกับเงินส่วนตัว เริ่มได้ใน 4 ขั้น

แยกเงินร้านกับเงินส่วนตัว เริ่มได้ใน 4 ขั้น

ร้านอาหารเล็ก ๆ จำนวนมากเริ่มจากเงินก้อนเดียวของเจ้าของ ใช้บัญชีธนาคารเดียวกันทั้งรับเงินลูกค้า จ่ายค่าของ และจ่ายค่าบ้าน พอผ่านไปไม่กี่เดือนก็ตอบไม่ได้ว่าร้านกำไรจริงหรือเปล่า เงินที่ถอนไปใช้เป็นกำไรหรือเป็นทุน การแยกเงินร้านกับเงินส่วนตัวจึงเป็นพื้นฐานที่ควรทำตั้งแต่วันแรก และเริ่มได้ง่ายกว่าที่คิด

ทำไมต้องแยก

  • รู้กำไรจริง เมื่อเงินปนกัน ยอดในบัญชีเพิ่มขึ้นอาจมาจากเงินเดือนคู่สมรส ไม่ใช่จากร้าน
  • วางแผนภาษีได้ง่ายขึ้น มีหลักฐานรายรับรายจ่ายชัดเจน เมื่อต้องยื่นภาษีหรือให้นักบัญชีดู
  • ขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ธนาคารมักดูเงินเข้าออกของธุรกิจ
  • ลดการใช้เงินร้านโดยไม่รู้ตัว เช่น หยิบเงินลิ้นชักไปซื้อของใช้บ้าน

ขั้นที่ 1 เปิดบัญชีสำหรับร้านโดยเฉพาะ

เปิดบัญชีธนาคารแยกหนึ่งบัญชีสำหรับรับเงินโอนและ PromptPay ของร้าน และใช้จ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าแรง จากบัญชีนี้เท่านั้น ถ้าจดทะเบียนนิติบุคคล บัญชีต้องเป็นชื่อบริษัทอยู่แล้ว ส่วนบุคคลธรรมดาเปิดในชื่อตัวเองได้แต่ใช้เพื่อร้านอย่างเดียว

ขั้นที่ 2 จ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง

แทนที่จะหยิบเงินร้านเมื่ออยากใช้ ให้กำหนดเงินเดือนเจ้าของเป็นจำนวนคงที่ โอนเข้าบัญชีส่วนตัวเดือนละครั้ง

ตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติ)

รายการบาท/เดือน
ยอดขาย240,000
ต้นทุนวัตถุดิบ88,000
ค่าเช่า ค่าแรง น้ำไฟ105,000
เงินเดือนเจ้าของ25,000
เหลือในบัญชีร้าน22,000

เงินที่เหลือ 22,000 บาทให้เก็บไว้เป็นเงินสำรองของร้าน และค่อยตัดสินใจแบ่งกำไรเพิ่มเมื่อสิ้นไตรมาส เมื่อเห็นว่าร้านมีเงินสำรองพอแล้ว

ขั้นที่ 3 จัดการเงินสดในลิ้นชัก

เงินสดคือจุดที่ปนกันง่ายที่สุด กำหนดกติกาให้ชัด

  • เปิดกะด้วยเงินทอนจำนวนเท่าเดิมทุกวัน
  • ถ้าต้องหยิบเงินออกไปซื้อของ ให้จดเหตุผลและเก็บใบเสร็จ
  • ปิดกะด้วยการนับเงินจริงเทียบกับยอดขาย แล้วนำเงินส่วนเกินฝากเข้าบัญชีร้าน

F00d มีระบบกะเงินสด เปิดกะพร้อมเงินทอน บันทึกเงินเข้าออกระหว่างกะพร้อมเหตุผล และปิดกะด้วยการนับเงิน ทำให้เห็นส่วนต่างทันที ใช้คู่กับรายงานยอดขายรายวันที่แยกตามวิธีชำระเงิน เงินสด บัตร โอน และ PromptPay ช่วยให้กระทบยอดกับบัญชีธนาคารได้ง่ายขึ้น

ขั้นที่ 4 เก็บหลักฐานให้เป็นระบบ

  • เก็บใบเสร็จค่าวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายไว้ในแฟ้มหรือถ่ายรูปรายวัน
  • สรุปรายรับรายจ่ายทุกสัปดาห์
  • ถ้าเคยใช้บัตรส่วนตัวจ่ายค่าของร้าน ให้จดไว้และโอนคืนจากบัญชีร้าน

เรื่องการเลือกจดทะเบียนแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และภาษีที่เกี่ยวข้อง ควรปรึกษานักบัญชีหรือตรวจสอบกับกรมสรรพากร เพราะขึ้นกับรายได้และสถานการณ์ของแต่ละร้าน

ทบทวนทุกสิ้นเดือน

ใช้เวลาสั้น ๆ ทุกสิ้นเดือนเปิดดูบัญชีร้าน เทียบยอดเงินเข้ากับยอดขายในระบบ ดูว่ามีรายการที่ไม่รู้ที่มาหรือไม่ และตรวจว่าเงินสำรองของร้านเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าลดลงติดต่อกันหลายเดือน อาจต้องลดเงินเดือนเจ้าของชั่วคราวหรือทบทวนค่าใช้จ่าย

สรุป

การแยกเงินร้านกับเงินส่วนตัวเริ่มได้ด้วยสี่ขั้น เปิดบัญชีร้าน จ่ายเงินเดือนตัวเองแบบคงที่ คุมเงินสดด้วยกะที่เปิดปิดชัดเจน และเก็บหลักฐานทุกรายการ เมื่อเงินไม่ปนกัน เจ้าของร้านจะรู้ว่าร้านกำไรจริงเท่าไร และตัดสินใจเรื่องการขยายหรือการลงทุนได้อย่างมั่นใจ

ถ้ามีประโยชน์ แชร์ให้เพื่อนเจ้าของร้าน

LINEFacebookX

บทความที่เกี่ยวข้อง

การเงินและบัญชี

ปิดบัญชีสิ้นเดือนร้านอาหาร: เช็กลิสต์ 8 ข้อที่ทำเสร็จได้ในครึ่งวัน

สิ้นเดือนคือจังหวะที่ร้านควรหยุดดูตัวเลขจริง ยอดขาย ต้นทุน เงินสด และสต็อก บทความนี้เป็นเช็กลิสต์ปิดเดือนที่เจ้าของร้านทำเองได้ก่อนส่งให้นักบัญชี

การเงินและบัญชี

กันเงินสำรองสำหรับร้านอาหาร ควรมีเท่าไรจึงพอ

ร้านที่ปิดตัวส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดทุนทุกเดือน แต่สะดุดตอนเงินสดขาดมือ บทความนี้พาคำนวณเงินสำรองจากค่าใช้จ่ายคงที่จริงของร้าน และวิธีเก็บให้ได้จริง

การเงินและบัญชี

VAT กับร้านอาหาร: เรื่องพื้นฐานที่เจ้าของร้านควรรู้

เมื่อร้านโตขึ้น คำถามเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มจะตามมา บทความนี้อธิบายแนวคิดพื้นฐานของ VAT ราคารวมและไม่รวม VAT และการเตรียมข้อมูลให้นักบัญชี