บทความทั้งหมด
การเงินและบัญชี

ภาษีเงินได้ร้านอาหารเบื้องต้น บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

ภาษีเงินได้ร้านอาหารเบื้องต้น บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

เจ้าของร้านอาหารจำนวนมากตั้งใจกับเรื่องเมนูและการบริการเต็มที่ แต่พอถึงช่วงยื่นภาษีกลับไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไรบ้าง เอกสารก็กระจัดกระจาย บทความนี้เป็นเพียง ความรู้พื้นฐาน เพื่อให้เข้าใจภาพรวมก่อนคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี อัตราภาษี เงื่อนไข และการหักค่าใช้จ่ายมีการเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับนักบัญชีหรือกรมสรรพากรทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

ร้านอาหารของเราอยู่ในรูปแบบไหน

ร้านส่วนใหญ่เริ่มจากรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

  • บุคคลธรรมดา เจ้าของเปิดร้านในชื่อตัวเอง รายได้จากร้านถือเป็นเงินได้ของเจ้าของ ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • นิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้านเป็นหน่วยภาษีแยกจากเจ้าของ เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร

ความต่างที่ควรรู้

ประเด็นบุคคลธรรมดานิติบุคคล
การเริ่มต้นง่าย เอกสารน้อยต้องจดทะเบียน มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
ฐานภาษีรวมกับเงินได้อื่นของเจ้าของคิดจากกำไรของกิจการ
อัตราภาษีอัตราก้าวหน้าตามเงินได้อัตราตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับนิติบุคคล
งานบัญชีไม่ซับซ้อนมาก แต่ควรจดรายรับรายจ่ายต้องมีงบการเงินและผู้สอบบัญชี
เงินร้านกับเงินส่วนตัวมักปนกันง่ายต้องแยกชัดเจน

ไม่มีรูปแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกร้าน ร้านเล็กที่เพิ่งเริ่มมักเริ่มแบบบุคคลธรรมดา ส่วนร้านที่ยอดขายสูง มีหุ้นส่วน หรือวางแผนขยายสาขา อาจพิจารณานิติบุคคล จุดที่ควรเปลี่ยนรูปแบบเป็นเรื่องที่ควรให้นักบัญชีช่วยคำนวณจากตัวเลขจริง

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ภาษีเงินได้กับ VAT แยกกัน ร้านที่มีรายรับถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีและยื่นแบบรายเดือนเพิ่มขึ้น ควรติดตามยอดขายสะสมทั้งปีเพื่อรู้ว่าใกล้เกณฑ์หรือยัง และสอบถามเกณฑ์ปัจจุบันจากกรมสรรพากร

เก็บเอกสารรายรับรายจ่ายอย่างไร

ไม่ว่าจะรูปแบบไหน เอกสารที่ดีช่วยทั้งตอนยื่นภาษีและตอนบริหารร้าน

ฝั่งรายรับ

  • สรุปยอดขายรายวัน แยกเงินสด โอน บัตร และช่องทางเดลิเวอรี
  • รายงานปิดกะหรือปิดวัน
  • รายการยกเลิกบิลพร้อมเหตุผล

ฝั่งรายจ่าย

  • ใบเสร็จค่าวัตถุดิบ ใบกำกับภาษีถ้ามี
  • ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส
  • ค่าจ้างพนักงานและหลักฐานการจ่าย
  • ค่าอุปกรณ์และการซ่อมบำรุง

เคล็ดลับง่าย ๆ คือ แยกบัญชีธนาคารของร้านกับบัญชีส่วนตัว ถ่ายรูปใบเสร็จทุกใบเก็บเป็นโฟลเดอร์รายเดือน และสรุปตัวเลขทุกสิ้นเดือน แทนที่จะรอทำทีเดียวตอนสิ้นปี

ตัวอย่างการสรุปเดือน

สมมติเดือนหนึ่งร้านขายได้ 180,000 บาท ค่าวัตถุดิบ 65,000 บาท ค่าเช่า 15,000 บาท ค่าแรง 45,000 บาท ค่าน้ำไฟแก๊ส 9,000 บาท ร้านจะเห็นกำไรก่อนภาษีคร่าว ๆ 46,000 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ภาษีที่ต้องจ่าย เพราะการคำนวณภาษีจริงขึ้นกับรูปแบบกิจการ วิธีหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน แต่ช่วยให้คุยกับนักบัญชีได้ตรงประเด็น

F00d ช่วยเตรียมตัวเลขฝั่งรายรับ

F00d มี รายงานยอดขาย รายงานปิดวัน (Z-report) รายงานการยกเลิกบิล และ ส่งออกเป็น CSV ให้นักบัญชีนำไปใช้ต่อได้ รวมถึงตั้งค่า VAT และ service charge ในบิล ช่วยให้ฝั่งรายรับเป็นระเบียบตั้งแต่ต้น

สรุป

ภาษีร้านอาหารเริ่มจากการรู้ว่าร้านอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เข้าใจว่าภาษีเงินได้กับ VAT เป็นคนละเรื่อง และเก็บเอกสารรายรับรายจ่ายให้ครบทุกเดือน ส่วนการคำนวณและการเลือกรูปแบบกิจการ ควรปรึกษานักบัญชีหรือกรมสรรพากรเพื่อข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

ถ้ามีประโยชน์ แชร์ให้เพื่อนเจ้าของร้าน

LINEFacebookX

บทความที่เกี่ยวข้อง

การเงินและบัญชี

ปิดบัญชีสิ้นเดือนร้านอาหาร: เช็กลิสต์ 8 ข้อที่ทำเสร็จได้ในครึ่งวัน

สิ้นเดือนคือจังหวะที่ร้านควรหยุดดูตัวเลขจริง ยอดขาย ต้นทุน เงินสด และสต็อก บทความนี้เป็นเช็กลิสต์ปิดเดือนที่เจ้าของร้านทำเองได้ก่อนส่งให้นักบัญชี

การเงินและบัญชี

กันเงินสำรองสำหรับร้านอาหาร ควรมีเท่าไรจึงพอ

ร้านที่ปิดตัวส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดทุนทุกเดือน แต่สะดุดตอนเงินสดขาดมือ บทความนี้พาคำนวณเงินสำรองจากค่าใช้จ่ายคงที่จริงของร้าน และวิธีเก็บให้ได้จริง

การเงินและบัญชี

VAT กับร้านอาหาร: เรื่องพื้นฐานที่เจ้าของร้านควรรู้

เมื่อร้านโตขึ้น คำถามเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มจะตามมา บทความนี้อธิบายแนวคิดพื้นฐานของ VAT ราคารวมและไม่รวม VAT และการเตรียมข้อมูลให้นักบัญชี